การล้อมกรุงคาร์ทูม: ศรัทธาอันเข้มแข็งและมรณสักขีของนายพลกอร์ดอน
สำรวจความขัดแย้งครั้งยิ่งใหญ่ระหว่าง มูฮัมมัด อาหมัด ผู้ประกาศตนเองเป็น 'มหดี' กับนายพลชาร์ลส์ กอร์ดอน การปะทะทางประวัติศาสตร์ระหว่างความศรัทธาอันร้อนแรงกับวีรกรรมแบบยุควิกตอเรีย ซึ่งการล้อมกรุงคาร์ทูมได้กลายเป็นตำนานอมตะในผืนทรายของซูดานยุค ศตวรรษที่ 19
ผู้นำทางสู่ความรุ่งโรจน์และวิญญาณแห่งคาร์ทูม: เรื่องราวของศรัทธาและความพินาศ
[cite_start]ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ผืนทรายที่แปรเปลี่ยนของซูดานได้กลายเป็นสมรภูมิของความขัดแย้งที่เส้นแบ่งระหว่างการเมืองระดับจักรวรรดิกับคำพยากรณ์วันสิ้นโลกเริ่มเลือนรางลง [cite_start]ใจกลางของบทบันทึกอันมืดหม่นนี้คือการปะทะกันของชายสองคนที่ต่างมองว่าตนเป็นตัวแทนของประสงค์แห่งสวรรค์ นั่นคือ มูฮัมหมัด อะห์มัด ผู้ประกาศตนเป็น "มะห์ดี" และพลเอกชาร์ลส์ กอร์ดอน "วีรบุรุษผู้ได้รับแรงบันดาลใจและบ้าคลั่ง" ผู้ปกป้องเมืองที่ไร้หนทางรอด
การอุบัติขึ้นของมะห์ดี
[cite_start]ในปี 1881 มูฮัมหมัด อะห์มัด นักบวชอิสลามชาวซูดาน ได้พบกับนิมิตอันลึกซึ้งหลายประการ [cite_start]เขาประกาศตนเป็น "มะห์ดี" (Mahdi) หรือ "ผู้ชี้นำทาง" และ "ผู้ไถ่บาป" ซึ่งเป็นบุคคลในคติพจน์ของศาสนาอิสลามที่จะมาเพื่อกอบกู้ความยุติธรรมและความเท่าเทียมให้กับโลกใบนี้
[cite_start]การเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอบโต้ด้วยความรุนแรงต่อการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงภายใต้การปกครองแบบออตโตมัน-อียิปต์ และอิทธิพลที่เพิ่มมากขึ้นของมหาอำนาจยุโรป [cite_start]ผู้ติดตามของมะห์ดีที่รู้จักกันในนาม อันซาร (Ansars) (และต่อมาถูกชาวอังกฤษเรียกว่า "เดอร์วิช" (Dervishes)) ตั้งใจแน่วแน่ที่จะชำระล้างความศรัทธาจากการ "นอกรีต" และยุติการแทรกแซงจากต่างชาติ
- [cite_start]ชุดจิบบา (The Jibba): เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิเสธความร่ำรวยทางโลก ทหารของมะห์ดีจะสวมใส่ จิบบา ซึ่งเป็นชุดคลุมที่ปะติดปะต่อจากเศษผ้า
- [cite_start]กองทัพที่มีความหลากหลาย: แม้จะมีแก่นแท้เป็นเรื่องศาสนา แต่กองทัพนี้รวมถึงเผ่าพันธุ์ต่างๆ มากมาย เช่น เผ่าฮาดันดูวา (Hadanduwa) ซึ่งทหารอังกฤษตั้งฉายาให้ว่า "ฟัซซี วูซซี" (Fuzzy Wuzzies) เนื่องจากทรงผมที่โดดเด่นสะดุดตา
[cite_start]เมื่อถึงปี 1883 กองกำลังของมะห์ดีได้สร้างความอับอายให้กับหน่วยทหารอียิปต์ด้วยการยึดเมืองเอลโอเบียด (El Obeid) และทำลายกองทัพอียิปต์ที่นำโดยอังกฤษจนย่อยยับที่ออมดูร์มัน (Omdurman) [cite_start]ด้วยปืนไรเฟิลและปืนใหญ่ที่ยึดมาได้จากฝ่ายที่พ่ายแพ้ รัฐของกลุ่มมะห์ดีจึงเริ่มก่อตัวขึ้นในภาคตะวันตกของซูดาน
โดดเดี่ยวในป้อมปราการ: ชาร์ลส์ กอร์ดอน
[cite_start]เมื่อต้องเผชิญกับการบริหารซูดานที่กำลังล่มสลาย รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีวิลเลียม แกลดสตัน ที่ไม่เต็มใจนัก ได้ตัดสินใจที่จะทอดทิ้งภูมิภาคนั้น [cite_start]พวกเขาได้ส่ง พลเอกชาร์ลส์ กอร์ดอน ไปเพื่อดูแลการอพยพกองกำลังอียิปต์ออกจากคาร์ทูม
[cite_start]กอร์ดอนเป็นบุคคลระดับตำนานของยุควิกตอเรียน เขาเป็นชายที่มีความศรัทธาแรงกล้าในคริสต์ศาสนาและได้รับฉายาว่า "ไชนีส กอร์ดอน" (Chinese Gordon) จากวีรกรรมของเขาในกบฏไท่ผิง [cite_start]อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินทางมาถึงคาร์ทูมในเดือนกุมภาพันธ์ 1884 กอร์ดอนกลับเพิกเฉยต่อคำสั่งให้อพยพ [cite_start]ด้วยความเชื่อว่าเขาถูกสวรรค์กำหนดมาให้ "แก้ต่างความชั่วร้ายในซูดาน" เขาจึงเลือกที่จะปักหลักตั้งรับในเมืองแทน
การล้อมเมืองคาร์ทูม
[cite_start]กองกำลังมะห์ดีตัดเส้นทางคาร์ทูมจากโลกภายนอกในวันที่ 12 มีนาคม 1884 [cite_start]ภายในกำแพงเมือง กอร์ดอนควบคุมดูแลประชากรที่หลากหลายถึง 50,000 คน ซึ่งประกอบด้วยชาวยุโรป ชาวอินเดีย และชาวซูดาน
ท่านนายพลได้เปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นป้อมปราการ:
- [cite_start]การเสริมกำลังป้องกัน: เขาสั่งขุดคูเมืองขนาดใหญ่และทำกำแพงดิน โดยเชื่อมแม่น้ำไนล์สายสีขาวและสีน้ำเงินเข้าด้วยกันเพื่อล้อมรอบเมืองให้เป็นรูปสามเหลี่ยมป้องกัน
- [cite_start]กลยุทธ์สงครามแบบดัดแปลง: กอร์ดอนฝัง "ทุ่นระเบิด" ที่ทำจากเปลือกกระสุนปืนใหญ่และกระป๋องที่เต็มไปด้วยเศษเหล็ก รวมถึงแก้วแตกและเสาแหลมคมเพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของทหารม้า
- [cite_start]เรือปืน: เขาเปลี่ยนเรือกลไฟใบพัดเจ็ดลำให้กลายเป็นเรือรบหุ้มเกราะเพื่อออกไปรวบรวมเสบียงและโจมตีกองทัพฝ่ายล้อม
เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน บรรยากาศก็เริ่มมืดมนลง [cite_start]ในเดือนตุลาคม 1884 มะห์ดีได้เข้ามาบัญชาการการล้อมเมืองด้วยตนเอง เขาได้ส่งคำขาดที่น่าขนลุกไปให้กอร์ดอน พร้อมทั้งส่งชุด จิบบา มาเพื่อให้ท่านนายพลสวมใส่ในกรณีที่ยอมจำนน แต่ [cite_start]กอร์ดอนปฏิเสธ
จุดจบและตำนาน
ในเดือนมกราคม 1885 เมืองได้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง [cite_start]ผู้อยู่อาศัยต้องทนหิวจนถึงขั้นกินหนู ลา และไส้ในของต้นปาล์ม [cite_start]โรคบิดระบาดไปทั่วกองทหาร และเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำไนล์ลดลง ช่องโหว่ในการป้องกันจึงถูกเผยออกมา
[cite_start]ก่อนรุ่งสางของวันที่ 26 มกราคม 1885 กองทัพมะห์ดีได้บุกทะลวงผ่านช่องโหว่ที่เป็นโคลนตม [cite_start]ตามมาด้วยการสังหารหมู่ที่พรากชีวิตทหารไปไม่ต่ำกว่า 6,000 นายและพลเรือนอีก 4,000 คน
การตายของกอร์ดอนกลายเป็นประเด็นแห่งตำนานที่มีการถกเถียง [cite_start]ในขณะที่พยานผู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่าเขาเสียชีวิตขณะต่อสู้โดยมีปืนรีวอลเวอร์ในมือ แต่สาธารณชนชาวอังกฤษกลับต้องการภาพลักษณ์ของมรณสักขีแห่งคริสต์ศาสนา [cite_start]ภาพวาดที่มีชื่อเสียงของ George William Joy ได้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้โดยแสดงภาพกอร์ดอนที่ยืนอย่างสงบนิ่งไร้อาวุธอยู่บนบันไดขณะที่ศัตรูกำลังรุกคืบเข้ามา [cite_start]ในความเป็นจริง ศีรษะของเขาถูกตัดเสียบประจานบนยอดไม้ และร่างของเขาถูกทิ้งให้เน่าเปื่อยอย่างน่าเวทนาในสวนของพระราชวัง
เสียงสะท้อนในผืนทราย
[cite_start]กองกำลังบรรเทาทุกข์ของอังกฤษเดินทางมาถึงในวันที่ 28 มกราคม เพียงสองวันหลังจากเมืองแตก [cite_start]ความล้มเหลวในการช่วยเหลือกอร์ดอนสั่นสะเทือนสถาบันการเมืองอังกฤษ และท้ายที่สุดนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลแกลดสตัน
[cite_start]แม้ว่ามะห์ดีจะเสียชีวิตด้วยโรคไข้ทิฟัสในอีกไม่กี่เดือนถัดมาในเดือนมิถุนายน 1885 แต่รัฐของเขาก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไปนานกว่าทศวรรษ [cite_start]กระทั่งปี 1898 ที่พลเอกโฮราชิโอ คิตเชเนอร์ ได้กลับมายังซูดานพร้อมกับปืนกลและปืนใหญ่ที่ทันสมัย เพื่อกวาดล้างกบฏมะห์ดีจนสิ้นซากในยุทธการที่ออมดูร์มัน ซึ่งเป็นชัยชนะที่ถูกตีความว่าเป็นการ "ล้างแค้นอันสาสม" ให้กับวีรบุรุษผู้จากไปแห่งคาร์ทูม