Wealthy Art Dealer’s Craigslist Search for Love Ends in “Diabolical” Con, Shocking Murder
When art dealer Clifford Lambert sought companionship, he was targeted by a ring of con artists in a 'diabolical' plot to steal his estate. This true crime deep dive explores how a fake Nepalese prince and a team of scammers orchestrated his 2008 disappearance and murder.
[cite_start]แผนลวงแวร์ซาย: การต้มตุ๋นสุดอำมหิตและการฆาตกรรม คลิฟฟอร์ด แลมเบิร์ต [cite: 1]
ในเมืองปาล์มสปริงส์อันมั่งคั่งและอาบไล้ด้วยแสงแดด คลิฟฟอร์ด แลมเบิร์ต ใช้ชีวิตอย่างหรูหราสง่างามไม่ต่างจากราชวงศ์ยุโรป เขาเป็นตัวแทนจำหน่ายงานศิลปะที่ประสบความสำเร็จและอดีตคนดังในแวดวงวิทยุผู้เคยคลุกคลีกับเหล่าคนดังระดับแถวหน้าของฮอลลีวูด บ้านของแลมเบิร์ตมักถูกนำไปเปรียบเปรยกับพระราชวังแวร์ซายอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม หลังจากการจากไปอย่างน่าสลดใจของคู่ชีวิตในปี 2007 ไฮโซผู้มั่งคั่งรายนี้กลับต้องตกอยู่ในสภาวะโดดเดี่ยวและโหยหาเพื่อนคู่คิด—ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกกลุ่มนักต้มตุ๋นล่าเหยื่อนำมาใช้แสวงหาผลประโยชน์ในที่สุด
การหายตัวไปอย่างกะทันหัน
ปริศนาเริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคม ปี 2008 เมื่อแลมเบิร์ตซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความตรงต่อเวลาและการออกงานสังคม กลับหายหน้าไปจากขบวนพาเหรดคริสต์มาส Palm Springs Festival of Lights เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม เมื่อกลุ่มเพื่อนเริ่มกังวลและเข้าไปตรวจสอบที่บ้าน พวกเขาพบว่าที่พักยังคงอยู่ในสภาพปกติ เว้นแต่เพียงรายละเอียดเดียวที่สะดุดตา: รถเมอร์เซเดสของแลมเบิร์ตหายไปจากโรงรถ
เป็นเวลากว่าสามสัปดาห์ที่คดีนี้ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จนกระทั่งโทรศัพท์จากตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ในซานฟรานซิสโกได้เปลี่ยนทิศทางการสืบสวนจากการตามหาคนหายไปสู่การสอบสวนคดีอาญา ตัวแทนรายงานว่ามีลูกค้ารายหนึ่งอ้างว่าเป็นผู้ถือหนังสือมอบอำนาจ โดยระบุว่าแลมเบิร์ตได้ยกคฤหาสน์มูลค่าหลายล้านดอลลาร์ให้แก่เขา
ผู้วางแผน "Operation Craigslist"
ชื่อที่ปรากฏบนโฉนดคือ เคาซาล นิรูลา (Kaushal Niroula) ชายที่พนักงานสอบสวนระบุตัวตนได้อย่างรวดเร็วว่าเป็นนักต้มตุ๋นตัวยง นิรูลามักแอบอ้างว่าเป็นเจ้าชายเนปาลที่ถูกเนรเทศ และมีประวัติโชกโชนในการฉ้อโกงมูลค่าสูงที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะราคาแพงและเครื่องประดับ
เมื่อเจ้าหน้าที่สืบสวนเจาะลึกลงไป พวกเขาก็พบร่องรอยดิจิทัลภายใต้ชื่อแผนการว่า "Operation Craigslist" แผนร้ายนี้เริ่มเดินเครื่องเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านั้น เมื่อ แดเนียล "แดนนี่" การ์เซีย (Daniel "Danny" Garcia) พรรคพวกของนิรูลา ได้คบหาดูใจกับแลมเบิร์ตในช่วงสั้นๆ แต่เมื่อความสัมพันธ์เริ่มจืดจางและแลมเบิร์ตปฏิเสธที่จะลงทุนในธุรกิจของการ์เซีย กลุ่มคนร้ายจึงเปลี่ยนแผนจากเรื่องรักใคร่ไปสู่ "กลยุทธ์ทางออกที่รุนแรง" เพื่อชำระบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดของแลมเบิร์ต
การลงมือที่ "อำมหิต"
แผนสมคบคิดนี้ประกอบด้วยทีมเฉพาะกิจ ซึ่งแต่ละคนทำหน้าที่เฉพาะในแผนการอันแยบยลและอำมหิตนี้:
- จอมบงการ: เคาซาล นิรูลา เป็นผู้วางตารางเวลาและจัดการเรื่องการฉ้อโกงทางกฎหมาย
- คนใน: แดเนียล การ์เซีย ทำหน้าที่ให้ข้อมูลและหาทางเข้าถึงตัวแลมเบิร์ต รวมถึงข้อมูลส่วนตัวต่างๆ
- ผู้สวมรอย: เดวิด เรพลอกเกิล (David Replogle) ทนายความผู้ใช้สถานะทางวิชาชีพปลอมตัวเป็นแลมเบิร์ต ปลอมแปลงลายเซ็น และแม้กระทั่งใช้การปั๊มลายนิ้วมือให้แก่เจ้าหน้าที่รับรองเอกสารเคลื่อนที่ เพื่อทำการโอนโฉนดที่ดินของบ้าน
- [cite_start]มือสังหาร: มิเกล บัสตามันเต (Miguel Bustamante) และเครก แมคคาร์ธี (Craig McCarthy) เพื่อนร่วมห้อง ถูกจ้างมาเพื่อลงมือฆาตกรรม [cite: 16]
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2008 นิรูลาได้นัดพบกับแลมเบิร์ตที่บ้านของเขา ในขณะที่พวกเขากำลังพบกัน แมคคาร์ธีและบัสตามันเตก็ได้ซุ่มรออยู่ ทันทีที่นิรูลาส่งสัญญาณ ทั้งคู่ก็บุกเข้าไปในบ้านและแทงพ่อค้างานศิลปะจนเสียชีวิต จากนั้นพวกเขาได้นำร่างของเขาใส่ท้ายรถเมอร์เซเดสของตัวผู้ตายเอง และนำไปทิ้งในทะเลทรายแคลิฟอร์เนียที่ห่างออกไปกว่า 100 ไมล์
ความยุติธรรมและความลับในทะเลทราย
แผนการเริ่มพังทลายลงเมื่อบัสตามันเตถูกตำรวจจับกุมขณะกำลังขนย้ายทรัพย์สินของแลมเบิร์ตขึ้นรถ U-Haul การสารภาพในเวลาต่อมาและข้อมูลที่กู้คืนได้จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิด ได้เปิดเผยขอบเขตทั้งหมดของแผนฆาตกรรมอำพรางเพื่อหวังทรัพย์ในที่สุด
ในปี 2010 นิรูลา, การ์เซีย, บัสตามันเต และเรพลอกเกิล ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมและก่ออาชญากรรมทางการเงิน โดยได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต ส่วนแมคคาร์ธีซึ่งให้การรับสารภาพผ่านวิดีโอเทป ได้รับโทษจำคุก 25 ปี
แม้ว่าในปี 2020 จะมีการอุทธรณ์และได้รับสิทธิ์ให้มีการพิจารณาคดีใหม่เนื่องจากพบอคติจากทางตุลาการ แต่กลยุทธ์ทางกฎหมายนี้กลับส่งผลเสียต่อจำเลย ในระหว่างรอการพิจารณาคดีใหม่ พนักงานสอบสวนก็ได้พบร่างของแลมเบิร์ตในทะเลทรายในที่สุด ซึ่งเป็นการพบหลักฐานทางกายภาพที่สำคัญที่ขาดหายไปนานกว่าทศวรรษ
[cite_start]ภายในปี 2022 การ์เซีย, บัสตามันเต และเรพลอกเกิล ถูกตัดสินว่ามีความผิดอีกครั้งและต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ทำทัณฑ์บน ส่วนนิรูลาเสียชีวิตในเรือนจำก่อนที่การพิจารณาคดีครั้งที่สองของเขาจะเริ่มขึ้น [cite: 27]